
สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่สงสัยว่า Divergence Forex คืออะไร ขออธิบายแบบให้เข้าใจง่ายเลยก็คือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สำคัญ โดยสัญญาณนี้จะบ่งบอกถึงความผิดปกติ ระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟ กับการเคลื่อนไหวของตัวชี้วัด (Indicator) ที่คุณใช้งาน ซึ่งสัญญาณนี้ทำหน้าที่เป็นจุดบอกใบ้ล่วงหน้าว่าราคาอาจกำลังจะกลับทิศทาง หรืออย่างน้อยแนวโน้มปัจจุบันก็กำลังจะอ่อนแรงลงในไม่ช้า วันนี้จะพาไปเจาะลึกว่า Divergence Forex Pattern มีกี่ประเภท และนักเทรดจะนำสัญญาณเหล่านี้ไปใช้ในการเทรดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไรบ้าง
เริ่มจากการเรียนรู้ว่า Divergence Forex คืออะไร และมีกี่ประเภท
ตามที่ได้อธิบายว่า Divergence Forex คืออะไรแบบเข้าใจง่ายไปแล้ว คราวนี้มาทำความรู้จักกับประเภทของ Divergence ของ Forex กันบ้าง ซึ่งในการเทรด Forex นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก และแบ่งย่อยได้อีก จึงรวมเป็น 4 รูปแบบที่ควรรู้จัก ดังนี้
1. Regular Divergence
Regular Divergence เป็นรูปแบบที่ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลง และมีโอกาสสูงที่จะเกิดการกลับตัว (Reversal) ของราคา ซึ่งช่วยให้คุณเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนฝั่งในการเทรด แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ
- Bullish Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่ค่า Indicator กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) สัญญาณนี้บอกว่าแรงขายเริ่มอ่อนแอลง และตลาดอาจจะกลับตัวเป็นขาขึ้น
- Bearish Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) แต่ค่า Indicator กลับทำจุดสูงสุดให้ต่ำลง (Lower High) สัญญาณนี้บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มหมด และตลาดอาจจะกลับตัวเป็นขาลง
2. Hidden Divergence
Hidden Divergence เป็นรูปแบบที่ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มปัจจุบันจะดำเนินต่อไป (Continuation) หลังจากมีการพักตัวหรือย่อตัวในช่วงสั้น ๆ จึงมักใช้เพื่อยืนยันการเข้าเทรดตามแนวโน้มเดิม
- Bullish Hidden Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ค่า Indicator กลับทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) รูปแบบนี้มักเกิดในช่วงขาขึ้น และบ่งบอกว่าราคาอาจจะยังคงไปต่อในทิศทางขาขึ้น
- Bearish Hidden Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ค่า Indicator กลับทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาลงยังคงแข็งแรง และราคามีโอกาสที่จะลงต่อไป
วิธีใช้ Divergence Pattern ในการเทรด
เมื่อเข้าใจแล้วว่า Divergence Forex คืออะไร ลำดับต่อมาคือเรียนรู้การนำไปใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตและวิเคราะห์ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น เส้นแนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance), แนวโน้มหลักของตลาด (Trend) รวมถึงการยืนยันด้วยแท่งเทียน (Candlestick Pattern) ซึ่งมีวิธีการใช้งานดังนี้
1. เลือก Indicator เริ่มต้นด้วยการเพิ่ม Momentum Oscillator ที่คุณถนัด เช่น RSI (นิยมมากที่สุด), MACD หรือ Stochastic เข้าไปในกราฟราคา
2. ระบุจุดสูงสุด-ต่ำสุด สังเกตและลากเส้นเชื่อมต่อจุด Swing Highs (จุดสูงสุดสำคัญ) หรือ Swing Lows (จุดต่ำสุดสำคัญ) บนกราฟราคา
3. เปรียบเทียบกับ Indicator ลากเส้นเชื่อมต่อจุดที่สอดคล้องกันบนอินดิเคเตอร์ หากทิศทางของเส้นบนราคากับเส้นบนอินดิเคเตอร์สวนทางกัน นั่นคือสัญญาณ Divergence ที่กำลังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัม
4. ยืนยันสัญญาณ สัญญาณ Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือน ไม่ใช่สัญญาณเข้าเทรดที่แน่นอน 100% คุณควรใช้เครื่องมืออื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย เช่น
- รูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) รอการเกิดแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candlestick) บริเวณที่เกิด Divergence เช่น Pin Bar หรือ Engulfing
- แนวรับ/แนวต้าน (Support/Resistance) Divergence ที่เกิดขึ้นใกล้กับแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งจะมีน้ำหนักและความแม่นยำสูงมากขึ้น
- Breakout รอให้ราคาทะลุแนวโน้มย่อย (Trendline Breakout) หลังจากเกิด Divergence เพื่อยืนยันการกลับตัว
บทสรุป
ตอนนี้นักเทรดทุกท่านก็คงได้คำตอบแล้วว่า Divergence Forex คืออะไร อย่าลืมนำข้อมูลนี้ไปวิเคราะห์ เปรียบเทียบความต่างระหว่างราคาและอินดิเคเตอร์ เพื่อใช้คาดการณ์แนวโน้มของตลาด ไม่ว่าจะเป็นการกลับตัวหรือการต่อเนื่องของเทรนด์ ถึงแม้ว่าเครื่องมือนี้จะไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ 100% แต่หากใช้อย่างถูกต้อง และผสานกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ ก็สามารถช่วยให้นักเทรดตัดสินใจได้แม่นยำและบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
